หายไปอาทิตย์นึง คิดว่าไปรวบรวมข้อมูลหรอ ม่าย มัวแต่ดูอนิเมะตะหาก โค้ดดด กีอัสสส จะได้มั้ยเนี่ย เกียรตินิยม
คราวที่แล้วค้างไว้ประมาณว่า ข้อสอบเนจะถามอะไรบ้าง จะได้เอามาวางแผนอ่านหนังสือหาความรู้ มาทำอะไรก็ได้ให้จำได้ ซินะ
ความจริง ทำอย่างนั้นมันก็เป็นแนวคิดที่มีประสิทธิภาพอยู่หรอกนะ สำหรับการเตรียมตัวสอบ แต่ว่า คิดดูให้ดีซิ การสอบคือเป้าหมายที่แท้จริงหรือเปล่า...
สอบเนฯ เพื่อมีสิทธสอบผู้ช่วย นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมองอีกด้านหนึ่งของ เนติบัณฑิตยสภา ว่าทำไมถึงเป็นสถาบันที่ออกใบผ่านทางในการเข้าเป็นอัยการผู้พิพากษาที่นับว่าได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายระดับสูง เท่ากับว่า ใบประกาศของเนฯ นั้นเป็นใบรับรองความเป็นนักกฎหมายตัวจริงของประเทศไทยก็ว่าได้
แล้ว ปริญญา นิติศาสตร์บัณฑิต (นบ.) ยังไม่ถือว่าเป็นนักกฎหมายอีกรึ อันนี้ก็น่าคิด เพราะ ตำแหน่งทางกฎหมาย หรือนิติกรราชการก็ไม่เห็นต้องจบเนฯ
ถ้าจะเข้าใจเรื่องอะไรพรรนนี้ ก็ต้องเข้าใจระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ซะก่อนนะ
คิดโดยสังเขป แบบ เอา ศาลเป็นศูนย์กลาง ละกัน ผู้ที่ทำงานในศาลก็ได้แก่ ผู้พิพากษา อัยการ ทนาย หน้าบัลลังคต์ นิติกรศาล ธุรการศาล จ่าศาล ตำรวจ พนักงานสอบสวน แม่บ้านศาล ยามเฝ้าศาล บลาๆๆๆๆ
แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและใช้กฎหมายตั้งแต่ ทำความเข้าใจ ตีความ ออกคำสั่งควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อจัดการคดีความหรือเรื่องราวต่างๆในคดีโดยตรงจริงๆ จะมีเพียง ผู้พิพากษา อัยการ และทนาย
เนื่องจากทั้งสามท่าน เป็นผู้ใช้กฎหมายกับคดีโดยตรง เลยต้องเก๋า หรือแม่นยำในการใช้กฎหมายมากกว่านักกฎหมายธรรมดาทั่วไป จึงต้องมีการตรวจสอบความเก๋าโดยต้องผ่านการรับรองมาก่อน ผู้พิพากษา และอัยการเป็นพนักงานของรัฐ ต้องมีใบรับรองขั้นต้นว่าต้องจบเนฯมา ส่วนทนาย เป็นตัวช่วยพิเศษของฝ่ายเอกชน จะมีองค์กรที่รัฐรับรอง คือ สภาทนายความ ที่จะออกใบรับรอง หรือเรียกว่า ใบอณุญาติว่าความ เรียกกันติดปากว่าตั๋วทนาย (แต่เห็นว่ารณรงค์ให้เลิกเรียกตั๋วกันอยู่)
ด้วยเหตุที่ เอาศาลเป็นตัวตั้งในการวัดคุณค่าของนักกฎหมายแบบนี้ นักกฎหมายที่เหลือที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาล ก็เลยกลายเป็นแค่ นักกฎหมายธรรมด๊าธรรมดา แม้จะจบ ดร.มาจาก 10 ประเทศก็เหอะ
ดังนั้น การสอบเพื่อจะรับรองให้นักกฎหมายธรรมด๊า ธรรมดา ไปทำหน้าที่สำคัญในศาลได้ เนื้อหาสำคัญของการรับรองก็คือ การใช้กฎหมายในภาคปฏิบัติ นั่นแล ข้อสอบ เนติฯ ก็เลย มีแต่ ฎีกาๆๆๆๆๆๆ ที่เป็นแนวทางการใช้ การตีความกฎหมายของนักกฎหมายรุ่นเก๋าที่เค้าทำมาแต่ก่อน
ส่วนการเรียนรู้ของปริญญาตรี ก็จะผสมปนเปไประหว่างทฤษฎีบ้าง แนวคิดบ้าง การปฏิบัติบ้าง กรอบความรู้มันเลยกว้างไปที่จะรับรองได้ว่า เก๋าพอจะใช้กฎหมายได้จริง
ถ้าจะสรุป คำว่าผ่านเนฯ ก็จะเป็น นักกฎหมายตัวจริง ที่ว่าไว้ตอนแรก ก็คือ ถ้าผ่านก็เก๋าพอจะเป็นผู้ใช้กฎหมายในภาคปฏิบัติได้นั่นเอง ใบอนุญาติว่าความก็เช่นกัน
แล้วนักกฎหมายอื่นๆล่ะ เตือนว่ายังอยู่ในระบบความคิดที่ เอา ศาลเป็นศูนย์กลาง อยู่นะ นักกฏหมายอื่นๆ ก็เป็นแค่ นักกฎหมายฝ่ายสนับสนุน ไง กว่าจะคิดคำสวยไม่ให้เสียเกียรติกันได้ เดี๋ยวจะโดนด่าซะ555 ก็ได้แค่คอยช่วยสามเสาหลัก ได้แก่ ผู้พิพากษา อัยการ ทนาย ให้ทำงานอย่างถูกต้อง และยุติธรรม ทั้งรับคำสั่ง ค้านคำสั่ง รวบรวมข้อมูล ออกความเห็น ศึกษา วิจัย วิจารณ์ เผยแพร่ ตอบปัญหา ให้ความรู้ประชาชน บลาๆๆๆ
ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญกับการวางแผน
สอบเนฯ เพราะอยากเป็น นักกฎหมายตัวจริงเหรอ?????????
ตอบอย่างจิงใจตอนที่พิมพ์อยู่ "ไม่อยากว่ะ"
แล้วจะสอบหา หอกกกกกก อะไร
คำแรกของบทความเลย
ตอบอย่างมั่นใจ
" ถ้าไม่ได้เกียรตินิยมเนติ ประกาศให้คอแตก ว่าเมิงเก่ง เป็นนักกฎหมายขันเทพ ใครจะเชื่อเมิงวะ "
ถึงอยากทำงานเป็นนักกฎหมายฝ่ายสนับสนุน ก็ต้องมีอะไรการันตีความสามารถบ้างดิ และเนติฯ ก็เป็นสถาบันที่นักกฎหมายยอมรับกัน ก็แค่นั้นแหละ
สรุป สิ่งที่ได้ ในตอนนี้ เพื่อการวางแผนที่สมบูรณ์ คือ
จุดยืนของกู.............
(ต้องหาหอกให้เจอ)
